โรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะ : โรคเท้าช้าง PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Jul 08, 2010 at 11:11 AM

โรคเท้าช้าง

สาเหตุ

          โรคเท้าช้างเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง โดยมียุงบางชนิดเป็นพาหะ สาเหตุเกิดจากพยาธิตัวกลมใน Super family Fiariidae มีอาการสำคัญ คือ มีการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองเป็นๆหายๆ ต่อมาอวัยวะส่วนปลายจากต่อมน้าเหลืองจะบวมโต และกลายเป็นภาวะเท้าช้าง(elephantiasis) ในที่สุด
        พยาธิที่เป็นสาเหตุในคนมีอยู่ 3 ชนิด คือ

          - Wuchereria bancrofti
          - Brugia malayi
          - Brugia timori

          โรคนี้พบได้ทั่วไปในบริเวณ tropical และ subtropical area ของ Asia, Africa, Western Pacific และบางส่วนของทวีป America WHO (1995) คาดว่ามีประชากรกว่า 1,100 ล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือประมาณ 20%ของประชากรทั่วโลก ประมาณว่า 120 ล้านคนป่วยเป็นโรคเท้าช้าง โดย 107 ล้านคนติดเชื้อชนิด Wuchereria bancrofti และอีก 13 ล้านคนติดเชื้อชนิด Brugia malayi ในจำนวนนี้มีความพิการชนิด Hydrocele 40 ล้านคน elephantiasis 3 ล้านคน รวมทั้งสิ้น 43 ล้านคน ซึ่งจัดเป็นสาเหตุสำคัญอันดับที่ 2 ที่ทำให้เกิดความพิการถาวร
          ประเทศที่พบโรคเท้าช้างมีทั้งสิ้น 73 ประเทศ 38 ประเทศในทวีป Africa 7 ประเทศในทวีป America 4 ประเทศในแถบ Eastern Mediterranean 8 ประเทศใน Southeast Asia และ 16 ประเทศใน Western Pacific ประเทศที่ผู้ป่วยโรคเท้าช้างมากที่สุด คือ อินเดีย คาดว่ามีถึง 45.5 ล้านคน ดังนั้น โรคนี้ยังคงเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญ มีผลกระทบทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของผู้ป่วยเอง ครอบครัว และชุมชน ผู้ป่วยจะสูญเสียการทำงานประมาร 30 วัน/ปี กลวิธีที่จะควบคุมการแพร่กระจายของโรคนี้ คือ การใช้ยา หรือ ควบคุมยุงพาหะนำโรค และมีระบบการเฝ้าระวังที่ดีและต่อเนื่อง
          ในประเทศไทยพบโรคนี้เฉพาะในเขตชนบท ลักษณะการกระจายและความชุกชุมมีความแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของท้องที่ และพบโรคอยู่ในวงจำกัด การสำรวจโรคเท้าช้างครั้งแรกในประเทศไทยเมื่องพ.ศ.2499 โย Dr. M.O.T. iyengar และคณะในท้องที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และปัตตานี พบว่า Brugia malayi เป็นพยาธิที่ทำให้เกิดโรคในพื้นที่ มีอัตราการตรวจพบเชื้อพยาธิโรคเท้าช้างในโลหิต ในหมู่บ้านที่สำรวจแตกต่างกันในแต่ละท้องที่ อัตราการตวจพบเชื้อพยาธิฯตั้งแต่ 2.9-40.8% โดยเฉลี่ยอัตราการตรวจพบเชื้อพยาธิฯ 21 % และอัตราการปรากฏอาการของโรค 5.2%
          ในการสำรวจต่อๆมาพบว่าโรคเท้าช้างเกิดจากเชื้อพยาธิ Brugia malayi ที่มีความชุกชุมสูงพบเฉพาะในจังหวัดภาคใต้ฝั่งตะวันออก ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี และนราธิวาส ต่อมาในปี 2508-2511 ศ.น.พ.จำลอง หะรินสุตและคณะ ได้ทำการศึกษาภาวะระบาดวิทยารคเท้าช้างในท้องที่จังหวัดกาญจนบุรี พบเชื้อพยาธิชนิด Wuchereria bancrofti มีอัตราการตรวจพบเชื้อพยาธิฯเฉลี่ย 13.1% และอัตราปรากฏอาการของโรค 8.7% ซึ่งมีอัตราการตรวจพบเชื้อพยาธิฯแตกต่างกันไปในแต่ละหมู่บ้านตั้งแต่ 3.6%-27.8% จากการสำรวจต่อมาโดยกองโรคเท้าช้างพบว่าพยาธิชนิดนี้มีแพร่หลายชุมชุมเฉพาะ อำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิ และบางตำบลของอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดอื่นๆบริเวณชายแดนไทย-พม่า ได้แก่ ตาก แม่ฮ่องสอน
อาการ,การรักษา
          อาการและอาการแสดงที่เกิดขึ้นมีความแตกต่างกัน ขึ้นกับพื้นที่ที่เกิดโรค ซึ่งแบ่งได้ดังนี้ คือ

          1.ไม่มีอาการแสดง (70-80%) ผู้ป่วยพวกนี้จะไม่มีอาการปรากฏให้เห็น อาจจะพบหรือไม่พบ microfilaria ในกระแสโลหิตก็ได้ การตรวจไม่พบ microfilaria เนื่องจากอยู่ในระยะ prepatent period ในบางรายผู้ป่วยจะมี microfilaria อยู่ในโลหิตโดยไม่มีอาการไปตลอดชีวิต

          2.ปรากฏอาการ (20-30%) ผู้ป่วยพวกนี้อาจจะพบหรือไม่พบ microfilaria ในโลหิตก็ได้ แต่โดยทั่วไปจะไม่พบ microfilaria อาการแสดงสามารถแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ

          2.1 อาการเฉียบพลัน ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นอย่างทันที่และเกิดขึ้นอย่างทันทีและเกิดขึ้นซ้ำกัน ปีละหลายๆครั้ง โดยมีการอักเสบของต่อมและทางเดินน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลืองบวมโต ปวด มีไข้ และความรู้สึกไม่สบายกายร่วมด้วย อาการที่เกิดขึ้นเป็นนานประมาณ 3-5 วัน และจะหายไปได้เองโดยไม่ต้องรักษา ความถี่ของการเกิดการอักเสบประมาณ 5-10 ครั้ง/ปี อาการเหล่านี้จะสัมพันธ์กับการติดเชื้อซ้ำ (secondary infection) และจะเกิดขึ้นภายหลังจากติดเชื้อพยาธิแล้วประมาณ 3-9 เดือน

          2.2 อาการเรื้อรัง อาการจะเริ่มต้นจากมีการบวมของน้ำเหลือง เริ่มแรกกดบุ๋ม แล้วต่อมาจะบวมมากขึ้น กดไม่บุ๋ม และในที่สุดเกิดเป็นภาวะเท้าช้าง (elephantiasis) อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นภายหลังจากติดเชื้อพยาธิแล้วประมาณ 5-10 ปี ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ B. malayi จะมีอาการแสดงที่สำคัญ คือ ขาโต โดยมีพยาธิสภาพตั้งแต่ใต้เข่าลงไป และบางครั้งก็จะพบที่แขนตั้งแต่ใต้ข้อศอกลงไป ในขณะที่ผู้ติดเชื้อ W. bancrofti จะเกิดพยาธิสภาพที่บริเวณอวัยวะสืบพันธ์ได้ โดยถ้าเป็นผู้หญิงอาจจะพบอาการบวมของ vulva และที่หน้าอก ส่วนในผู้ชายพบว่ามีการคั่งของนำเหลืองในอัณฑะ (hydrocele) และปัสสาวะเป็นสีขุ่นขาวเหมือนน้ำนม (chyluria) แต่บางรายอาจพบการบวมที่แขน ขาได้ แต่จะเป็นการบวมตลอดทั้งแขนหรอขา

          2.3 อาการแสดงอื่นๆ ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ W. bancrofit อาจมีภาวะไตอักเสบซึ่งแสดงออกโดยปัสสาวะมีเม็ดเลือดปนออกมา (hematuria) นอกจากนี้อาจพบว่ามีภาวะ TPE ซึ่งจะมีอาการไอตอนกลางคืนและมี eosinophil ในโลหิตสูง

          1.การรักษาด้วยยา ยาที่ใช้คือ Diethylcarbamazine citrate (DEC) เป็นยาที่รักษาโรคเท้าช้างที่ใช้มานานกว่า 40 ปี และเป็นยาที่ดีอยู่ในปัจจุบัน มีผลข้างเคียงน้อยมาก ยานี้มีฤทธิ์ฆ่า microfilaria ในโลหิต และมีรายงานว่าสามารถฆ่าหนอนพยาธิโรคเท้าช้างตัวเต็มวัยได้ และลดการอักเสบของทางเดินน้ำเหลืองด้วย ปัจจุบันยังไม่มีรายงานที่แสดงว่าโรคนี้ดื้อยา

          DEC ขนาดของยา 6 mg/นน.ตัว 1 กก./วัน

          W. bancrofti กินยาทุก 6 เดือน

          B. malayi กินยา 6 วันทุก 6 เดือน


          จำนวนยาที่ให้และช่วงเวลาที่ให้ในแต่ละ dose ดังตาราง การจ่ายยา DEC รักษาโรคเท้าช้าง แบ่งตามกลุ่มอายุ ตาราง ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาไม่ต่ำกว่า 2 ปี โดยต้องติดตามเจาะโลหิตซ้ำทุก 6 เดือนก่อนให้ผู้ป่วยกินยา ให้กินยาจนกว่าผลการเจาะโลหิต 2 ครั้งติดต่อกันไม่พบเชื้อพยาธิฯแล้ว (แต่ต้องไม่น้อยกว่า 5 dose)


          ผลข้างเคียงของยา

          1.เกิดจากพิษของยา ขึ้นอยู่กับขนาดของยา หรือผู้นั้นมีปฏิกิริยาไวต่อยา กล่าวคือผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ง่วงนอน เบื่ออาหาร และคลื่นไส้อาเจียน อาการเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากกินยา 1-2 ชั่วโมง และจะหายไปเองภายในวันนั้น อย่างไรก็ดีถึงแม้จะกินยาติดต่อกันเป็นเวลานานๆยังไม่เคยแสดงพิษยาเรื้อรัง

          2.เกิดจากการทำลาย microfilaria เมื่อ microfilaria ในโลหิตถูกทำลาย สารโปรตีนจาก microfilaria ที่ตายแล้วจะทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ เวียนศีรษะ เบื่ออาหาร และคลื่นไส้อาเจียน อาการเหล่านี้เกิดขึ้นภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังจากกินยาครั้งแรกหรือวันแรกๆ และจะหายไปเองภายใน 2-3 วัน การทำลายพยาธิฯตัวเต็มวัยอาจทำให้ต่อมและท่อน้ำเหลืองอักเสบ เกิดฝีที่ไข่ดันแล้วแตกออก มีบวมน้ำเหลืองของแขนขาชั่วคราว ในราย Bancroftian filariasis อาจมีการอักเสบที่อวัยวะสืบพันธุ์ ภายหลังกินยา 3 วัน-4 สัปดาห์ และเกิดนาน 1-2 สัปดาห์และจะหายไปเอง

          การรักษาอาการข้างเคียง เมื่อมีอาการ หรือ 3 เวลาหลังอาหารเป็นเวลา 2-3 วัน

          1.paracetamol 500 mg ในกรณีเป็นไข้ ปวดเมื่อย ครึ่งเม็ด สำหรับเด็ก 1 เม็ดสำหรับผู้ใหญ่

          2.chlorpheniramine 4 mg ในกรณีเป็นผื่นคัน ลมพิษ และอาการอื่นๆ ครึ่งเม็ด สำหรับเด็ก 1 เม็ดสำหรับผู้ใหญ่


          ผู้ที่ห้ามกินยา DEC

          1.เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ในกรณีที่ตรวจพบ microfilaria ในกระแสโลหิตไม่ควรจ่ายยา DEC เพราะอวัยวะขับถ่ายของเสีย ได้แก่ ตับ ไต ยังไม่พัฒนาเต็มที่

          2.หญิงมีครรภ์ ผู้ป่วยหญิงมีครรภ์และตรวจพบ microfilaria ในกระแสโลหิต ไม่จ่ายยา DEC เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ สำหรับท้องที่ที่มีการระบาดของโรคควรแนะนำหญิงมีครรภ์นอนในมุ้ง พื่อป้องกันไม่ให้ถูกยุงพาหะกัดและนำเชื้อแพร่ไปสู่คนอื่น

          3.ผู้ป่วยเรื้อรัง ได้แก่ โรคตับอักเสบ ไตวาย เป็นต้น รวมทั้งผู้ที่มีสุขภาพอ่อนแอ การกินยา DEC ให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์


          2.การรักษาตามอาการ

          2.1 การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยที่มีต่อมน้ำเหลืองอักเสบ

ให้ ยา paracetamol เพิ่อบรรเทาอาการปวด บวม ไข้ เท่าที่จำเป็น พักการใช้อวัยวะส่วนที่มีต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ดูแลความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะอวัยวะที่มีต่อมน้ำเหลืองอักเสบ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ เช่น ทำความสะอาด และตัดเล็บมือและเท้า ในกรณีที่ต่อมน้ำเหลืองอักเสบจนเป็นหนอง ควรได้รับการผ่าตัด และติดตามรักษา โดยอยู่ในความดูแลของแพทย์

          2.2 การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยที่มีอวัยวะบวมโต

ดูแลความ สะอาดของร่างกายโดยเฉพาะอวัยวะที่บวมโต โดยฟอกให้สะอาดด้วยสบู่ที่ผสม gylcerine2% หรือสบู่อื่นที่ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง ถ้ามีอาการติดเชื้อราควรทายา Whitfield ointment ระหว่างนิ้วเท้าและซอกเล็บเพื่อรักษา ทั้งนี้ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ ตัดเล็บมือ เล็บเท้า ให้สั้นอยู่เสมอ เพื่อป้องกันรอยเกาถลอกที่ผิวหนังเมื่อเกิดอาการคัน ระมัดระวังอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นกับอวัยวะบวมโต นวดบริเวณที่บวมโตเพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียน และลดการคั่งของน้ำเหลือง ใส่ถุงน่องผ้ายางยืดเป็นประจำในเวลากลางวัน เพื่อลดการคั่งของน้ำเหลืองที่อวัยวะส่วนปลายในผู้ป่วยที่มีอาการบวมในระยะ แรก นอนยกขาสูงในเวลากลางคืนและหลังจากเสร็จสิ้นการนวดด้วยมือแล้ว
การป้องกัน,ควบคุม
          การป้องกันการติดเชื้อโรคเท้าช้าง

          หลีกเลี่ยงการถูกยุงกัดโดยนอนในมุ้ง สวมใส่เสื้อผ้ามิดชิด สุมไฟไล่ยุง หรือทายาป้องกันยุง คว่ำภาชนะและวัสดุที่มีน้ำขัง ใช้ฝาปิดภาชนะรองรับน้ำป้องกันยุงวางไข่
          ทำลายแหล่งเพาะพันธู์ยุง โดยถากถางและกำจัดวัชพืชน้ำ เช่น จอกแหน ผักตบชวา ทำลายตอไม้ โพรงไม้ที่มีน้ำขัง เพื่อป้องกันยุงวางไข่


          โครงการกำจัดโรคเท้าช้าง

          สถานการณ์โรคเท้าช้างในประเทศไทยปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น อัตราการตรวจพบเชื้อพยาธิโรคเท้าช้างในโลหิต (Microfilarial positive rate :MPR) ลดลงจากร้อยละ 3.16 ในปี 2504 ที่ได้เริ่มดำเนินงานควบคุมโรคมาเหลือเพียงร้อยละ 0.06 ในปี 2544 และมีเพียงบางหมู่บ้านใน 8 จังหวัดที่ยังเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคเท้าช้างอยู่ คือ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำพูน ตาก กาญจนบุรี สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ และนราธิวาส ทำให้คาดว่าสามารถที่จะกำจัดโรคเท้าช้างให้หมดไปเมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ.2544-2549) ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การอนามัยโลกที่จะกำจัดโรคเท้าช้างให้หมดไป ภายในปีค.ศ.2020 (พ.ศ.2563)


          วัตถุประสงค์ของโครงการ

          1. เพื่อกำจัดโรคเท้าช้าง

          2. เพื่อลดพยาธิสภาพของผู้ป่วยปรากฎอาการ


          เป้าหมาย

          1. จำนวนผู้ป่วยใหม่สะสมในช่วงเวลา 5 ปีหลังจากการดำเนินงานไม่เกิน 1 ต่อประชากรพันคน

          2. ผู้ป่วยปรากฎอาการทุกคนได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี


          ระยะเวลาดำเนินการ

          ปี 2544 - 2550


          กลวิธีในการดำเนินงาน

          แบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้คือ ขั้นเตรียมการ ขั้นดำเนินการ และขั้นตรวจสอบ

          1. ขั้นเตรียมการ (พ.ศ.2544)

          1.1 อบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง การอบรมเป็นกิจกรรมสำคัญกิจกรรมหนึ่ง ซึ่งจะทำให้การกำจัดโรคเท้าช้างบรรลุตามวัตถุประสงค์ได้ จึงต้องมีการถ่ายทอดความรู้ เทคนิคและทักษะด้านการปฏิบัติงานแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ การจัดอบรมดำเนินการโดยการสร้างบุคลากรเป็นลำดับขั้นจากส่วนกลางสู่ส่วน ภูมิภาค (Training for trainer) ซึ่งเป็นกลวิธีที่ให้ประโยชน์สูงสุดทางด้านบริหารจัดการอบรม การอบรมเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเท้าช้าง การฝึกปฏิบัติทักษะด้านการจ่ายยา การสำรวจเจาะโลหิต และการรายงาน การอบรมดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนเริ่มโครงการฯ และมีการอบรมฟื้นฟูหลังโครงการฯ เกิดขึ้นแล้วทุก 2 ปี เนื่องจากอาจมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรประจำท้องถิ่น และช่วยกระตุ้นบทบาทการร่วมมือกำจัดโรคเท้าช้างระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับ ชุมชน

          1.2 สำรวจและจัดแบ่งพื้นที่ จากการที่องค์การอนามัยโลก (WHO) มีโครงการกำจัดโรคเท้าช้างให้หมดไปจากโลก ภายในปี ค.ศ. 2020 (พ.ศ.2563) โดยใช้มาตรการการรักษากลุ่ม (Mass treatment หรือ Mass drug administration) เป็นหลักในพื้นที่ที่เป็นแหล่งแพร่โรคเท้าช้าง ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ในการดำเนินการกำจัดโรคเท้าช้างในประเทศไทย ได้ปรับเปลี่ยนการแบ่งพื้นที่ใหม่ โดยมีการจัดแบ่งพื้นที่เป็น


          - TA (Transmission present Area)

          - NA (Transmission absent Area หรือ Non Transmission Area)

          - UA (Transmission possible but not certain หรือ Uncertained Area)


          2. ขั้นดำเนินการ (พ.ศ.2545-2549)

        
          2.1 การกำจัดโรคเท้าช้าง

          2.1.1 มาตรการหลัก

          - ให้การรักษากลุ่ม (Mass drug Administration or Mass treatment) แก่ประชาชนทุกคนในพื้นที่มีการแพร่เชื้อ (Transmission present area) เพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อเป็นมาตรการหลัก ยาที่องค์การอนามัยโลกได้แนะนำ และนำมาใช้ในโครงการฯ คือ Albendazole (400mg)+Diethylcarbamazine citrate (DEC) (6mg/kg) ยา DEC นั้นเป็นยาที่รักษาโรคเท้าช้างในประเทศไทยมานานกว่า 40 ปี ราคาไม่แพง และไม่มีผลข้างเคียงที่อันตราย

          การทำงานจะอาศัยชุมชนเป็นหลักเพื่อให้มีความร่วมมือสูง โดยให้อสม.ที่อยู่ในพื้นที่ดำเนินการจ่ายยารักษากลุ่มด้วย DEC+Albendazole ปีละ 1 ครั้งติดต่อกัน เป็นเวลา 5 ปี โดยจัดเป็น Filarial Day หรือ Filarial Month ที่เหมาะสมในแต่ละเขต อย่างไรก็ตามควรดำเนินการรักษากลุ่มให้เสร็จสิ้นภายใน 1 เดือน

          - ให้การรักษาเฉพาะราย (Selective drug Administration) แก่ผู้ป่วยที่ตรวจพบเชื้อพยาธิโรคเท้าช้างในกระแสโลหิต หรือผู้ป่วยที่ตรวจพบ antigen โรคเท้าช้างในกระแสโลหิตทุกคน ดังนั้นในพื้นที่ที่มี Microfilarial positive rate < 0.2% หรือ Antigenemia rate <1% จำเป็นต้องค้นหาผู้ป่วยให้ครอบคลุมทุกคนเพื่อให้การรักษา เพื่อไม่ให้เป็นผู้แพร่โรคต่อไป การรักษาแบ่งตามการติดเชื้อของพยาธิโรคเท้าช้างแต่ละชนิด คือ

          ผู้ป่วยระยะแพร่เชื้อ W. bancrofti กินยา 6 mg/Kg single dose ทุก 6 เดือน

          ผู้ป่วยระยะแพร่เชื้อ B. malayi กินยา 6 mg/Kg 6 วันทุก 6 เดือน

          - ให้การฟื้นฟูดูแลรักษาผู้ป่วยปรากฏอาการโรคเท้าช้างทุกราย (ผู้ป่วยต่อมน้ำเหลืองอักเสบและผู้ป่วยอวัยวะบวมโต)

       

   2.1.2 มาตรการเสริม
          - การให้สุขศึกษา - ประชาสัมพันธ์
สุขศึกษา เป็นสิ่งจำเป็นแรกเริ่ม ในการดำเนินงานโครงการกำจัดโรคเท้าช้าง การให้สุขศึกษาเป็นการสื่อสารให้กลุ่มเป้าหมายเกิดการรับรู้ เข้าใจ และตระหนักในปัญหา ตลอดจนเสริมสร้างค่านิยม และเจตนคติในการปฏิบัติ และพัฒนาพฤติกรรมของประชาชน โครงการนี้จะสำเร็จบรรลุเป้าหมายโดยง่าย หากได้รับความร่วมมือหรือชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการ โดยให้ประชาชนมองเห็นปัญหาร่วมกับเรา


          แนวคิด

          - จัด/สนับสนุนให้เกิดประชาคมสุขภาพในพื้นที่เกี่ยวกับการควบคุมโรคเท้าช้าง

          - พิจารณาหาแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสอดคล้องกับวัฒนธรรม วิถีชีวิต

          - สร้างกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับโรคเท้าช้างตั้งแต่วัยเด็ก ในระบบการเรียนการสอน โดยการเข้าไปให้สุขศึกษาในโรงเรียน


          2.2 การประเมินผล จะมี 3 ระยะ ดังนี้

          2.2.1 การประเมินผลก่อนเริ่มดำเนินโครงการฯ เป็นการสำรวจและจัดแบ่งพื้นที่ว่าแต่ละหมู่บ้าน จะจัดอยู่ในพื้นที่ประเภทใดใน 3 ประเภท

          2.2.2 การประเมินผลระหว่างดำเนินโครงการฯ เพื่อดูประสิทธิภาพของการทำงานว่าเป็นอย่างไร เป็นการประเมินผลตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการระยะแรก จนกระทั่งโครงการสิ้นสุดลง โดยพยายามปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแผนการทำงานให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงาน และในขณะเดียวกันก็พยายามปรับปรุงการปฏิบัติงานให้เข้ากับแผนการทำงาน การประเมินผลจะประเมินผลทั้งวัตถุดิบ (input) กรรมวิธี (process) และผลผลิต (output) ดังนี้ - การประเมินผลทั้งวัตถุดิบ (input) ทั้งด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ และ ด้านวัสดุ อุปกรณ์
          - การประเมินผลกรรมวิธี หรือขบวนการ(process) เช่นความครอบคลุมของกิจกรรม ความรู้ของประชาชนในเรื่องโรคเท้าช้าง
          - การประเมินผลผลผลิต (output) เช่น จำนวนประชาชนที่ได้รับการรักษากลุ่ม จำนวนหมู่บ้านแพร่โรคเท้าช้างตามเกณฑ์ที่กำหนดที่ได้รับการรักษากลุ่ม
          - การประเมินผลการควบคุมโรคระหว่างดำเนินโครงการ โดยมีการสำรวจเจาะโลหิต สำรวจทางกีฏวิทยา
          2.2.3 การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดโครงการฯ เป็นการประเมินผลเพื่อเปรียบเทียบว่าผลการปฏิบัติงานกับแผนที่วางไว้ตรงกัน หรือไม่ ถ้าตรงกันแสดงว่าบรรลุวัตถุประสงค์ แต่ถ้าไม่ตรงกันก็จะต้องมีการแก้ไขแผนการทำโครงการใหม่ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
          - เจาะโลหิตประเมินผลหลังจากโครงการกำจัดโรคเท้าช้างสิ้นสุดลง โดยใช้ประชากรเป้าหมายเป็นเด็กนักเรียนจำนวนประมาณ 3,000 คน ซึ่งเกิดตอนเริ่มดำเนินโครงการฯ ถ้าการแพร่เชื้อถูกขัดขวางจริงจะต้องไม่มีเด็กเหล่านี้ติดเชื้อโรคเท้าช้าง
ถ้า antigen prevalence >0.1% ในเด็กกลุ่มนี้ การให้การรักษากลุ่มจะต้องดำเนินการต่อไปใน administrative unit
ถ้า antigen prevalence <=0.1% ไม่จำเป็นต้องให้การรักษากลุ่มต่อ แต่จะต้องเฝ้าระวังโดยการใช้ filarial antigen เป็นหลัก และดำเนินการอย่างต่อเนื่องทุก 2-3 ปี การเฝ้าระวังนี้จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี
          2.3 การนิเทศงาน
          - ทีม Task force นิเทศงานโดยเน้นพื้นที่ที่มีปัญหาในการดำเนินงาน ซึ่งจะดูจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลผลการปฏิบัติงาน
          - ทีมนิเทศงาน สคร./ศตม นิเทศงานหน่วยงานระดับท้องถิ่น (นคม./สอ.) อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และอาจเพิ่มความถี่การติดตามนิเทศงานมากขึ้นได้ กรณีการดำเนินงานกำจัดโรคเท้าช้างมีปัญหาเกิดขึ้น โดยมีแนวทางการนิเทศงาน ดังนี้


          3. ขั้นตรวจสอบ (พ.ศ.2550)
เป็นการ ตรวจสอบการดำเนินงานทั้งหมด และเริ่มเข้าสู่แผนเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อยืนยันความสำเร็จ

ยุงพาหะโรคเท้าช้าง
พาหะนำโรคเท้าช้าง ในปัจจุบัน แบ่งได้ตามชนิดของเชื้อพยาธิ
พาหะนำ B. malayi



Mansonia boneae Mansonia Dives Mansonia annulifera
เชื้อพยาธิ B. malayi nocturnally subperiodic type ซึ่งพบในพื้นที่ทางภาคใต้ มี ยุง 6 ชนิดในสกุล Mansonia เป็นพาหะ ได้แก่ M. bonneae, M. dives, M. uniformis, M. indiana, M. annulata และ M. annulifera ปัจจุบันยุงเหล่านี้ยังมีความสามารถเป็น พาหะเช่นเดิมโดย M. bonneae เป็นพาหะหลักในพื้นที่มีสิ่งแวดล้อมแบบพรุปิด(swamp forest) และ M. uniformis เป็นพาหะหลักในสิ่งแวดล้อมแบบพรุเปิด (open swamp) ส่วนยุงชนิดอื่น ๆ เป็นพาหะรอง
เชื้อพยาธิ B. malayi diurnally subperiodic type ซึ่งพบในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี มียุง Coquillatidia crassipes เป็นพาหะ
พาหะนำ W. bancrofti

Ae. niveus
เชื้อพยาธิ W. bancrofti nocturnally subperiodic (rural type) ซึ่งพบในคนไทยที่อาศัยตามชายแดนไทย-พม่า มียุงบางชนิดในสกุล Aedes เป็นพาหะ ได้แก่ Ae. niveus, Ae. annandalei, Ae. desmotes และ Ae. imitator โดยยุง 2 ชนิดแรกเป็นพาหะหลัก อีก 2 ชนิดหลังเป็นพาหะรอง ยุงทั้ง 4 ชนิดนี้ไม่มีความแตกต่างในการเป็นพาหะของเชื้อพยาธิ W. bancrofti subperiodic type ทั้งที่เป็น long strain และ short strain นอกจากนี้เคยมีรายงานการพบยุง Anopheles nigerimmus ที่จังหวัดพังงาสามารถแพร่กระจายเชื้อพยาธิ W. bancrofti ได้เช่นกัน
การวินิจฉัย
1. การซักประวัติ ว่าอยู่ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งโรคเท้าช้าง และหรือ มีอาการต่อมน้ำเหลืองอักเสบเฉียบพลันเป็นๆหายๆ
2. การตรวจร่างกาย ตรวจพบต่อมน้ำเหลืองบวมโตหรืออวัยวะบวมโต โดยจะต้องแยกโรคอื่นๆออก เช่น การติดเชื้อจากแบคทีเรีย เนื้องอก ได้รับอุบัติเหตุ ไส้เลื่อน เป็นต้น
3. การตรวจหาตัวพยาธิ มีวิธีต่างๆดังนี้
3.1 ตรวจหา microfilaria ในโลหิตโดยใช้วิธี Thick blood film technique, Counting chamber, Knott's concentration, Membrane filtration เป็นต้น แต่ละวิธีต้องเจาะโลหิตในเวลาที่ถูกต้อง
3.2 ตรวจหา circulating filarial antigen (CFA) วิธีนี้ตรวจหา microfilaria ได้ทุกเวลา แต่ใช้ได้เฉพาะกับเชื้อ W. bancrofti เท่าน้น ซึ่งวิธีใช้มีทั้ง ELISA และ card test
3.3 ตรวจหา DNA ของพยาธิโดยใช้วิธี PCR ซึ่งวิธีนี้สามารถใช้ได้กับทั้งเชื้อ W. bancrofti และ B. malayi แต่ต้องทำเฉพาะในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานและเจ้าหน้าที่ต้องได้รับการ ฝึกอย่างชำนาญเท่านั้น
3.4 ตรวจหาพยาธิตัวแก่โดยใช้ ultrasound วิธีนี้สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของพยาธิตัวแก่ที่อาสัยอยู่ที่บริเวณต่อม น้ำเหลือง
การจัด ระดับอวัยวะบวมโต

ระดับความพิการของแขน ขา
ระดับ 1 บวมเล็กน้อย กดบุ๋ม ผิวหนังเรียบ ไม่แข็งหรือขรุขระ
ระดับ 2 บวมมาก กดไม่บุ๋ม ผิวหนังแข็ง ขรุขระเล็กน้อย
ระดับ 3 บวมจนเสียรูปทรง กดไม่บุ๋ม ผิวหนังแข็ง ขรุขระมากจนคล้ายดอกระหล่ำ



ขาโต ระดับ 1 ขาโต ระดับ 2 ขาโต ระดับ 3
ระดับความพิการของอัณฑะ
ระดับ 1 ขนาดเล็กกว่ากำปั้นของผู้ป่วย
ระดับ 2 ขนาดระหว่างกำปั้นและศีรษะของผู้ป่วย
ระดับ 3 ขนาดโตกว่าศีรษะของผู้ป่วย



อัณฑะโต ระดับ 1 อัณฑะโต ระดับ 2 อัณฑะโต ระดับ 3

การแยกโรคอื่นๆออกจากโรคเท้าช้าง

ผู้ที่เป็น/อาจจะเป็นโรคเท้าช้าง ต้องมี
1. ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทำงานอยู่ในแหล่งชุกชุมโรคเท้าช้างมานาน 1-2 ปี หรือ
2. ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทำงานมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับแหล่งเพาะพันธุ์ยุง พาหะของโรคเท้าช้าง และ
3. มีพฤติกรรมหรืออาชีพเสี่ยงต่อการถูกยุงกัด เช่น ทำงานในพรุ หาของป่า ไม่สวมเสื้อผ้าให้มิดชิดเพื่อป้องกันยุงกัด นอนไม่กางมุ้ง ฯลฯ
4. การอักเสบเกิดอย่างเฉียบพลัน ลักษณะการลุกลามเริ่มจากต่อมน้ำเหลืองขาหนีบเป็นลำแดง แข็งกดเจ็บบริเวณหน้าขาด้านในทอดลงไปถึงเข่า แล้วบวมแดงตลอดขาและเท้า บางรายมีไข้ร่วมด้วย อาการเป็นอยู่ 6-10 วันจะทุเลาและหายไปเองได้เอง อาการต่อมน้ำเหลืองจะเกิดปีละ 1-2 ครั้ง เมื่อการอักเสบหายไปจะยังคลำพบต่อมน้าเหลือง
5. หลังจากมีการอักเสบเป็นๆหายๆ ตามข้อ 4 นานประมาณ 5-10 ปี ขาจะบวมโตเล็กน้อย กดบุ๋ม ผิวหนังนุ่ม ต่อมาขาจะโตมากขึ้น กดไม่บุ๋ม ผิวหนังหนาขรุขระคล้ายหนังหมู ขาบวมข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ และไม่เห็นแนวเส้นเลือดดำ
6. ถ้าเป็นอวัยวะเพศบวมโต หลังจากมีการอักเสบในข้อ 4 นาน 5-10 ปี ถุงอัณฑะจะโตขึ้นอย่างช้าๆ และปรากฏอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าท่านั่งหรือท่านอน ถุงอัณฑะจะยึดติดดันให้เคลื่อนไหวไม่ได้ ใช้ไฟฉายส่องจะเห็นโปร่งใส
วงจรชีวิตของพยาธิโรคเท้าช้าง (Life cycle)


วงจรชีวิตของพยาธิโรคเท้าช้าง (Life cycle) วงจรชีวิตของพยาธิโรคเท้าช้าง ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดจะมีวงจรชีวิตคล้ายกัน โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะในยุง และ ระยะในคน
1. ระยะในยุง เริ่มจากยุงพาหะไปกัดคนที่มีเชื้อพยาธิไมโครฟิลาเรีย (microfilaria) ในกระแสเลือดและดูดเลือดที่มี microfilaria เข้าสู่ตัวยุง microfilaria จะผ่านเข้าสู่กระเพาะยุงและสลัดปลอกหุ้มลำตัว (sheath) ออกแล้วไชทะลุกระเพาะของยุงเคลื่อนตัวไปสู่กล้ามเนื้อบริเวณส่วนอก มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างให้อ้วนสั้นคล้ายไส้กรอก (sausage shape) โดยส่วนปลายด้านหนึ่งมีหางเรียวแหลมยื่นออกมาเรียกระยะนี้ว่า ตัวอ่อนระยะที่ 1(L1) ระยะ L1นี้ไม่มีการเคลื่อนไหว หลังจากนั้น L1 จะลอกคราบเปลี่ยนเป็นตัวอ่อนระยะที่ 2 (L2) หรือตัวอ่อนระยะก่อนติดต่อ (preinfective larva) ซึ่งมีรูปร่างที่ยาวขึ้น มีหางสั้น และจะพบตุ่ม (pappillae) ยื่นออกมาบริเวณปลายหาง 1-2 อัน ระยะ L2 นี้อาจมีการเคลื่อนไหวเล็กน้อย หลังจากนั้นจะลอกคราบเปลี่ยนเป็นตัวอ่อนระยะที่ 3 (L3) หรือตัวอ่อนระยะติดต่อ (infective larvae) ซึ่งรูปร่างยาวขึ้น มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาและจะเคลื่อนไปสู่ปากยุงโดย L3 มีลักษณะดังนี้ W. bancrofti จะพบว่าบริเวณหางจะมีตุ่มยื่นออกมา 3 ตุ่ม (three teat like pappillae) และมีขนาดเท่ากัน Brugia sp. ตุ่มที่ยื่นบริเวณหางตรงกลางจะเห็นได้ชัดเจน ส่วนตุ่มด้านข้างทั้ง 2 อันมองเห็นไม่ชัดเจน ระยะเวลาตั้งแต่ microfilaria เข้าสู่ร่างกายคนและเจริญจนเป็นตัวอ่อนระยะที่ 3 ขึ้นกับชนิดของเชื้อพยาธิและอุณหภูมิ ถ้าอุณหภูมิพอเหมาะก็จะเจริญเป็นตัวอ่อนระยะที่ 3 ได้เร็วขึ้น W. bancrofti ใช้เวลาเปลี่ยนแปลงรูปร่างจาก microfilaria จนเป็น L3 นาน 10-14 วัน Brugia malayi ใช้เวลาเปลี่ยนแปลงรูปร่างจาก microfilaria จนเป็น L3 นาน 7-14 วัน
2.ระยะในคน เมื่อยุงพาหะที่มีตัวอ่อนระยะที่ 3 มากัดคน ตัวอ่อนระยะที่ 3 จะออกมาจากส่วนปากของยุง (proboscis) และตกอยู่บริเวณผิวหนังของคนที่ถูกกัด ตัวอ่อนระยะที่ 3 จะรีบเคลื่อนมาบริเวณแผลที่ยุงกัดและไชผ่านรอยแผลนั้นเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง และมีการเจริญเป็นตัวอ่อนระยะที่ 4 (L4) และตัวเต็มวัย (young adult บางตำราเรียก L5) และตัวแก่ (adult) ตามลำดับ พยาธิตัวแก่เพศผู้และเพศเมียจะปล่อย microfilaria และ microfilaria จะเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตของคน ระยะเวลาตั้งแต่ตัวอ่อนระยะที่ 3 เข้าสู่ร่างกายคนจนสามารถตรวจพบ microfilaria ในกระแสโลหิตได้ (pre-patent period) ในพยาธิชนิด Brugia sp. จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนและในพยาธิชนิด W. bancrofti ใช้เวลาประมาณ 9 เดือน อายุของ microfilaria โดยทั่วไปจะมีอายุประมาร 6-12 เดือน ส่วนพยาธิตัวแก่มีอายุประมาณ 5-10 ปี สูงสุดถึง 40 ปี

คัดลอกและดัดแปลงจาก : เครือข่ายข้อมุลข่าวสารโรคติดต่อนำโดยแมลง